“จียอน”เผยตัวตนเป็นคนคิดมาก ยึดธรรมะเป็นที่พึ่งเรียนรู้ชีวิต

“จียอน”เผยตัวตนเป็นคนคิดมาก ยึดธรรมะเป็นที่พึ่งเรียนรู้ชีวิต
พูดคุยกับ “ซอ-จียอน” สาวสวยอารมณ์ดี หลังขึ้นแท่นเป็นนางเอกเต็มตัวครั้งแรก ใน “คลับฟรายเดย์ เดอะซีรีส์ 9” ตอน “ความรักของอาเซ”

เห็นเป็นสาวอารมณ์ดี มีความฮา จึงไม่ง่ายเลยที่ ซอ จียอน นักแสดงสัญชาติเกาหลีนั้น จะมาสวมบทดราม่ารับบทนางเอกเต็มตัวในซีรีส์ “คลับฟรายเดย์ เดอะซีรีส์ 9” ตอน “ความรักของอาเซ” ทางช่อง GMM25 เป็นครั้งแรกในชีวิตการแสดง ซึ่งงานนี้จียอนตื่นเต้นมาก ๆ และต้องทำการบ้านหนักพอสมควร วันนี้จียอนมาให้ “ดาวต่างมุม” มานั่งล้วงลึกเผยเรื่องราวหลากหลายในชีวิต ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอนั้นเป็นคนคิดมาก แตกต่างจากคาแรกเตอร์ที่เราเห็นภายนอกมาก ๆ
 

ได้เป็นนางเอกเต็มตัวแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

“ตื่นเต้นและดีใจมากค่ะ คราวนี้ได้เล่นบทดราม่าด้วย ซึ่งไม่เคยก็เลยต้องทำการบ้านเยอะ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ตรงกับตัวละครนี้เลย ต้องร้องไห้เกือบทั้งเรื่อง จึงต้องทำความเข้าใจตัวละครว่าเป็นยังไง อย่างก่อนหน้านี้ ถ้าเราไม่เคยไปผับไปเที่ยว เราก็สามารถไปสัมผัสด้วยตัวเองได้ แต่เรื่องที่ต้องตามหาแม่ เราไม่เคยต้องตามหาแม่ไง ก็ไม่รู้จะไปหาประสบการณ์ที่ไหน เลยลองหาละครของเกาหลี ดูเรื่องอารมณ์ แต่ไม่ดูมากนะ เพราะกลัวติดแอ๊คติ้งของคนอื่นมา เรื่องนี้เป็นลูกครึ่งเกาหลี เธอเป็นคนที่ทุ่มเทกับความรักมาก แต่ก็ต่างจากตัวจียอนตรงที่ชีวิตเราไม่เศร้าขนาดนี้”
 

ตอนแสดงมีหลุดคาแรกเตอร์ฮาๆของตัวเราบ้างไหม?

“ไม่มีหลุดค่ะ ปกติเรื่องอื่นพอผู้กำกับสั่งคัตแล้วเราก็เล่นฮา ๆ แต่เรื่องนี้สั่งคัตเรายังร้องไห้อยู่เลย ซึ่งตั้งแต่ขึ้นรถก่อนไปกองถ่ายเราต้องทำสมาธิด้วย หรือเวลาพักกองจะไปเล่นกับคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะต้องทำอารมณ์ให้ต่อเนื่องกับฉากต่อไปด้วยค่ะ การถ่ายมีปัญหาตรงที่เราเป็นคนที่ขี้มูกเยอะมาก ร้องไห้แล้วไม่สวย ตัวก็จะสั่นไปหมด คืออยากร้องไห้แล้วน้ำตาหยดสวย ๆ ไง (หัวเราะ) แต่นี่พอคัตแล้วน้ำมูกก็ยังไหลไม่หยุด แรก ๆ ทุกคนตกใจ บอกให้เราหายใจลึก ๆ ไว้นะ”
 

เห็นผลงานของตัวเองที่ออกมาแล้วรู้สึกอย่างไร?

“ตื่นเต้นค่ะ วันแรกที่ออกอากาศจียอนดูทางมือถือ รู้สึกว่าทำไมเราอ้วนขนาดนี้นะ (หัวเราะ) ตัวใหญ่มาก คือตอนนั้นก็อ้วนจริง ๆ ถามว่าพอใจหรือยังก็ยังไม่พอใจค่ะ ถ้ามีเวลามากกว่านี้หรือมีการถ่ายทำที่นานกว่านี้ก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ด้วยภายในคิวที่กำหนดก็เลยต้องกระชับให้ทันเวลาด้วย บางทีเราอยากขอเล่นใหม่แต่ก็เกรงใจทีมงาน เราเช็กกับผู้กำกับตลอดเวลาว่าพี่โอเคมั้ยคะ เขาก็บอกโอเคแล้ว แต่บางทีเราไม่แน่ใจว่าโอเคจริงหรือเปล่า เรื่องนี้เราตั้งใจมากเลย และเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับคลับฟรายเดย์เดอะซีรีส์ด้วย อยากเล่นมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาส อาจเป็นเพราะเราเป็นเกาหลี พูดไทยยังไม่ค่อยชัด พอดีเรื่องนี้มีบทอาเซ ผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะกับจียอน จริง ๆ เราอยากเล่นเป็นคนไทยด้วยนะ (หัวเราะ) ซึ่งก็มีอีกเรื่องแนวคอมเมดี้เล่นเป็นคนไทย แต่จะพูดเพี้ยน ๆ หน่อย คือถ้าเป็นการแสดงเราชอบหมดเลย อยากมีประสบการณ์หลาย ๆ บทบาทที่ยังไม่เคยเล่น เพิ่งได้เล่นดราม่าก็เลยตื่นเต้นมาก ทุกคนจะได้เห็นว่าจียอนก็เล่นบทแบบนี้ได้นะ”

 ใช้เวลาทำความเข้าใจกับบทที่เป็นภาษาไทยนานไหม?

“อ่านบทภาษาไทยตั้งแต่เรื่อง “นัดกับนัด” แล้ว ตอนนั้นใช้เวลาทำความเข้าใจบท 4-5 ชั่วโมงค่ะ หลัง ๆ มาก็ดีขึ้น ถ้าไม่เข้าใจก็โน้ตไว้ไปถามที่กองว่าอันนี้คืออะไร ซึ่งเรื่องนี้เราก็ทำการบ้านมาแล้ว เล่นต่อหน้าผู้กำกับให้ดู ถ้าผู้กำกับสงสัยว่าทำไมเล่นแบบนี้ เราก็อธิบายว่าเพราะแบบนี้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจบทผิด ก็ค่อย ๆ ปรับกันไปค่ะ ตีความบททั้งสองภาษาเลย ทั้งไทยและเกาหลี บางครั้งอาจจะมีการตีความที่ไม่เหมือนกันบ้างหรือด้วยสำนวนไทยที่เราอาจจะยังไม่เข้าใจก็ต้องให้ทีมงานอธิบาย บางทีอธิบายไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจภาษาไทยมากขึ้นแล้ว”

 ทางครอบครัวที่เกาหลีได้ชมผลงานบ้างหรือเปล่า?

“ได้ชมค่ะ จียอนจะส่งลิงก์ยูทูบให้ดู คุณพ่อฟังภาษาไทยได้บ้างนิดหน่อยพวกคำง่าย ๆ แต่เน้นดูภาพมากกว่า ประมาณว่าเห็นลูกทางทีวีก็ภูมิใจ (หัวเราะ) คือเราก็ไม่เคยทำงานที่เกาหลีด้วยเลยไม่รู้ว่าที่โน่นเป็นยังไง คิดว่าน่าจะเหมือนกันแหละ แต่ของเมืองไทยน่าจะสบายกว่า ดูไม่รีบร้อนเท่าเกาหลี

 อยู่เมืองไทยคนเดียว เวลามีข่าวรับมือตรงนี้อย่างไร?

“ด้วยความที่เราไม่ค่อยออกไปไหนข้างนอกอยู่แล้วค่ะ พอมีข่าวเยอะก็เริ่มกลัวคน ตั้งแต่เรื่องราวความรักครั้งก่อน คนก็ซุบซิบกัน เลยเลือกที่จะอยู่ที่บ้าน ตอนที่มีข่าวแรง ๆ ตอนนั้นที่ข่าวอาเป็ด เชิญยิ้ม กับข่าวพี่พจน์ อานนท์ เราอยู่ที่เกาหลี ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น กลัวว่ากลับไปเมืองไทยเขาจะไล่เรากลับออกมาหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนนี้มองเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนั้นนอยด์มาก ไม่ตลกเลย เพราะอยู่ที่โน่นรู้สึกได้เลยว่าเป็นข่าวใหญ่ พอลงเครื่องมาถึงเมืองไทยก็ไม่ค่อยกล้ามองใคร เหมือนเรากำลังจะเข้าคุก (หัวเราะ) ตรงด่าน ตม. พี่เจ้าหน้าที่ยิ้มถามว่าคุณจียอนไปไหนมาครับ อ๋อ ไปเกาหลีมาค่ะ เหรอครับ เกาหลีหนาวไหมครับ คือเขาพูดดีกับเราแล้วขอถ่ายรูปกับเราด้วย พอเดินออกมาเจออีกหลาย ๆ คนมาขอถ่ายรูป เราน้ำตาคลอเลย เพราะตอนแรกคิดว่ามาถึงปุ๊บก็จะโดนทุกคนรุมด่า ก็เลยโล่งใจ”

 แล้วตอนนั้นที่มีข่าวได้ปรึกษากับครอบครัวที่เกาหลีบ้างไหม?

“ไม่ได้พูดกับใครเลย ไม่อยากให้เขาเป็นห่วง พ่อแม่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่สัมผัสได้ว่าลูกมีปัญหาอะไรบางอย่าง เราก็บอกไม่มีอะไร ทุกอย่างโอเค แม้เราจะเก็บอาการไม่ค่อยเก่ง แต่ก็โกหกไปว่าไม่มีอะไร (หัวเราะ) ช่วงนั้นรู้สึกแย่มากเลยค่ะ คิดว่าคงไม่ได้ทำงานอีกแล้ว”
 

ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นข่าวบ้าง?

“เราแข็งแรงและโตขึ้นค่ะ ได้เรียนรู้การดำเนินชีวิต ทั้งการทำงาน ทั้งเพื่อนรอบข้าง การทำงานกับคนอื่น อยากให้ทุกคนได้รู้นะคะว่าจริงๆแล้วจียอนเป็นคนยังไง แต่ละคนคงมีมุมมองความคิดเห็นไม่เหมือนกัน จียอนเป็นคนคิดมาก แต่ตอนนี้ก็คิดน้อยลงแล้ว”

 มีอะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไหม?

“ธรรมะนี่แหละค่ะ เพราะจียอนก็นับถือพุทธ สวดมนต์ภาษาไทยเลย เคยปฏิบัติธรรมด้วย รู้สึกสดชื่นขึ้น เหมือนเราได้ตัดโลกออกไป นั่งสมาธิ อยู่กับตัวเอง รู้สึกเหมือนตัวเราลอยได้แบบมีใครดึงหัวเราค่อย ๆ ขึ้นไป ถ้ามีโอกาสก็จะพยายามจะไปปฏิบัติธรรมอีก
 

จียอนมีความเป็นคนไทยเยอะมากเลย?

“ใช่ค่ะ จียอนก็ไม่รู้สึกว่าเป็นคนเกาหลี (หัวเราะ) คงเพราะเราอยู่เมืองไทยตั้งแต่เด็ก ๆ นานกว่าที่เคยอยู่ที่เกาหลี โตเป็นวัยรุ่นก็อยู่ที่เมืองไทย คือเราจะรู้จักซีรีส์เกาหลีหรือเรื่องอะไรที่มันดัง ๆ แหละ แต่ถ้าถามอะไรที่มันลึก ๆ หรือเทรนด์อะไรของเกาหลีก็จะไม่รู้แล้ว ถ้าเป็นของไทยจะเก็ทเลย เราได้ทำงานเร็วด้วยก็เลยเรียนรู้อะไรได้เยอะ”

 ชีวิตวัยเด็กเป็นอย่างไร?

“ชีวิตจียอนก่อนจะเข้าวงการบันเทิงน่าเบื่อมากค่ะ ไม่ค่อยได้ทำอะไร ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อน ๆ อย่างคนอื่นช่วงมัธยมมักจะมีเรื่องเล่าบ้า ๆ บอ ๆ หรือทำอะไรเพี้ยน ๆ แต่จียอนไม่มีเลย ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ตลอดเวลา ให้เรียนก็เรียน อยากได้เกียรตินิยมเท่าไรก็ต้องถึงตามนั้น ไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยทำอะไรนอกกรอบ ไม่เคยเที่ยว พอโตขึ้นเราก็เริ่มออกไปดื่มบ้าง ไปเที่ยวผับบ้าง จะได้มีประสบการณ์ เลยคิดว่าทำไมเราไม่ทำตั้งแต่ตอนนั้น (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้ถ้าอยากไปไหนก็ไปดูไปเห็นและไปทำเลย”

 วางแผนชีวิตในวงการบันเทิงไว้อย่างไร?

“คิดว่าจะอยู่ที่เมืองไทยค่ะ ไปเกาหลีคงแค่ไปเที่ยว เวลาไปเราก็จะตื่นเต้นเหมือนคนอื่นเวลาที่ได้ไปเกาหลี ก็เหมือนการไปเที่ยว ต่างกันแค่มีบ้านที่โน่น แต่ก็ไม่ได้ไปไหนนะ ก็อยู่แต่ในบ้านนั่นแหละ นาน ๆ ทีถึงจะออกไปข้างนอก ตอนนี้รู้สึกว่าเมืองไทยคือบ้านมากกว่า อยากอยู่ที่นี่ อยากซื้อคอนโดฯอยู่ยาว ๆ ส่วนการทำงานก็อยากทำไปเรื่อย ๆ เพราะมีอะไรอีกมากมายที่จียอนยังไม่เคยทำ แต่ไม่รู้ว่าทุกคนจะยังชอบเราอยู่หรือเปล่า (หัวเราะ) อายุก็มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนนี้อายุ 31 ปีแล้ว พยายามดูแลตัวเองให้ดูเด็ก (หัวเราะ) เราได้เข้ามาตรงจุดนี้ก็มาตามความฝันแล้ว ไม่ได้หวังจะดังเปรี้ยงหรอกค่ะ แค่ได้ทำอะไรแปลกใหม่ให้คนดูชอบก็ดีใจแล้วค่ะ”

 พ่อแม่ญาติพี่น้องอยู่ที่เกาหลีหมดเลยไม่เหงาเหรอ?

“เราบินตลอดเวลาอยู่แล้วค่ะ พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาวก็บินมาหาด้วย ถ้าคิดถึงมาก ๆ ก็เฟซไทม์คุยกัน เดี๋ยวนี้การสื่อสารง่ายขึ้นมาก ๆ เราอยากให้เขามา เขาก็มา หรือถ้าเรามีเวลาว่าง ก็บินไป”

 แล้วแฟนล่ะต้องเป็นเกาหลีหรือไทย?

“ทางครอบครัวอยากให้จียอนมีแฟนเป็นคนเกาหลี แบบว่าคนเกาหลีก็ต้องเจอคนเกาหลี แต่เราอยู่ที่นี่ ไม่มีโอกาสเจอคนเกาหลีเลย พ่อกับแม่ก็เลยเริ่มไม่ได้คาดหวังแล้วล่ะ ส่วนสเปกตอนเด็ก ๆ ก็มีนะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ พอโตแล้วคิดว่าการตั้งสเปกนั้นไร้สาระ (หัวเราะ) คือเราไม่สามารถเจอคนแบบนั้นได้จริง ๆ แค่เจอคนที่รู้สึกดีกับเรา ซื่อสัตย์กับเราก็พอ คุยกันรู้เรื่อง ชาติไหนก็ได้ ขอเป็นในเอเชียละกัน กลัวฝรั่ง เรื่องความรักต้องคิดเยอะค่ะ แต่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาจีบ ช่วงนี้ทำแต่งาน ถึงบ้านอาบน้ำนอน ตื่นมาก็ออกไปทำงานอีก”
 

ไม่เปิดโอกาสให้คนเข้ามาจีบหรือเปล่า?

“ไม่นะ เปิดโอกาสตลอด (หัวเราะ) ไม่ปิด แต่ไม่มีใครเข้ามาจริง ๆ แล้วอยากมีแฟนนะ ต้องการกำลังใจ (หัวเราะ) เวลาเห็นคนอื่นเขาสวีทกัน โอ๊ย น่ารักจัง อยากมีโมเมนต์แบบนั้นบ้าง เพราะฉะนั้นตอนนี้เปิดเต็มที่แล้ว ใครอยากจะเข้ามาก็เข้ามาเลย”

สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของจียอน?

“อยากฝากผลงานของจียอนทุก ๆ ผลงานนะคะ ขอบคุณทุกโอกาสที่ให้จียอนได้เล่นได้ทำให้ผู้ชมทุกคนมีรอยยิ้ม ขอบคุณคนไทยด้วย จริง ๆ แล้วมันไม่ง่ายที่เขาจะให้โอกาสกับคนต่างชาติขนาดนี้ ก็เลยขอขอบคุณประเทศไทยและคนไทยด้วยที่ยินดีต้อนรับจียอน ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ”

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์